freelance

ไปดูหนังมาก็สองอาทิตย์แล้ว เอามาจดไว้ก่อนกันลืม

ฟรีแลนซ์เป็นหนังที่อยากดูระดับนึงตั้งแต่เห็นตัวอย่างหนังครั้งแรก

แต่เราไม่ได้อยากดูเพราะคิดว่ามันเป็นหนังรัก หรือหนังเต๋อนวพล (ซึ่งเราก็เป็นคนนึงที่เข้าใจว่าคือคนเดียวกันกับเต๋อที่เล่นกวน มึน โฮ) แต่เราอยากดูเพราะคนกำกับบอกว่ามันเป็นเรื่องชีวิตของฟรีแลนซ์นั่นล่ะ

คือเราเข้าใจนะว่าชีวิตฟรีแลนซ์น่ะลำบาก งานหนัก ไม่ได้สบายอย่างที่หลายคนบอก

แบบว่าตื่นมาทำงานกี่โมงก็ได้

ไม่อยากรับงานก็ไม่ต้องรับ

ทำงานเบื่อๆ ก็ออกไปเดินห้าง ดูหนัง หรือวันนี้เลือกอยากไปทำงานที่หัวหิน ก็ขับรถไปหัวหิน

คือชีวิตจะทำแบบนั้นได้ มันต้องมีองค์ประกอบหลายอย่างเช่น

  1. คุณเป็นฟรีแลนซ์ที่มีฐานะดี การมีงานหรือไม่มีงาน ไม่มีผลกับคุณภาพชีวิตเท่าไหร่ ดังนั้นจึงสามารถรับงานช่วงเวลาไหนก็ได้ และส่งงานเวลาไหนก็ได้ ซึ่งเราเห็นคนทำแบบนี้ได้ ก็คือคนผลิตงานอิสระของตัวเอง เป็นศิลปินอะไรแบบนี้ ที่อยากทำงานก็ทำ ได้งานมาก็เอาออกมาสู่ชาวโลก
  2. คุณเป็นฟรีแลนซ์ ฝีมือกระจอก หรือไม่ก็ยังไม่มีชื่อเสียงเท่าไหร่ ดังนั้นงานเลยไม่เยอะ จึงมีเวลาว่างเหลือเฟือ
  3. คุณเป็นฟรีแลนซ์ชั่วคราว ที่มาลองดูขำๆ แล้วถ้าไม่รอดก็จะกลับไปทำงานประจำ

พอได้ดูหนัง มันก็แบบเออ… ตอบโจทย์แบบที่เราคิดล่ะ คือถ้าคุณเก่ง งานคุณจะเยอะมาก จนเวลาชิวไม่มีแล้ว แถมถ้าคุณเก่ง งานเยอะ งานคุณจะเร่งมาก จนสุดท้ายแม่งก็ทำงานหามรุ่งหามค่ำอยู่ดี

แต่หนังฟรีแลนซ์มันก็ไปไกลกว่านั้นอีกขั้น โดยการตั้งคำถามกับชีวิตเราว่า

เออ… เราทำงานไปเพื่อะไร?

ยุ่น ใช้ชีวิตเพื่อหาขีดจำกัดของตัวเอง ท้าท้ายตัวเองไปเรื่อยๆว่าขีดจำกัดของตัวเองอยู่ที่ไหน ทั้งขีดจำกัดของร่างกาย ทั้งขีดจำกัดเรื่องความสามารถ

ถ้ามองตามทฤษฎีของมาซโลว์ ก็คือคนที่มี need ขั้น 5 เพราะ need ขั้นอื่น fulfilled หมดแล้วหรือไม่ต้องการมันแล้ว (ไม่วิเคราะห์ต่อว่า เพราะมีหมออิมเข้ามา ยุ่นเลยค่อยรู้ตัวว่า Belonging Needs ของตัวเองพร่องลง ยุ่นเลยตัดสินใจทิ้ง Esteem Needs ไว้ก่อน และกลับมา Fulfilled Belonging Needs ของตัวเอง)

ทีนี้คนจะดูหนังเรื่องฟรีแลนซ์แล้วชอบหรือไม่ชอบ จึงอยู่ที่ว่า คนที่ดูเคยมีประสบการณ์ชีวิตถึงขั้นไหน ถ้าเป็นคนที่เคยเข้ามาขอบเขตของ need ขั้น 4 ขั้น 5 ก็จะเข้าใจยุ่น และอินไปกับเรื่องราวของยุ่น ที่เหมือนจะเรียนรู้ตัวเองแล้ว และเข้าใจแล้วว่าชีวิตควรพอที่จุดไหน

เราเองก็อินนะ เพราะเราก็ลังเลกับชีวิตเหมือนกันว่า เราควรจะพอที่จุดไหน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *